วันจันทร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2555


กิจกรรมสอบสอบกลางภาค

 เรื่องการสอนแนะให้รู้คิด (Cognitively Guided Instruction: CGI)

ให้นักเรียนอ่านบทความแล้วดำเนินการดังนี้

1.ข้อสรุปที่ได้จากบทความ

เป็นการสอนแนะให้รู้คิด แนวการสอนรูปแบบนี้ มีรายละเอียดเกี่ยวกับ หลักการของการสอนแนะให้รู้คิด หลักการจัดการเรียนรู้แบบการสอนแนะให้รู้คิด เป็นขั้นตอนของการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียน CGIและมีการนำเอาพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  พ.ศ.2542และฉบับแก้ไขเข้ามาใช้คือการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับความสนใจของผู้เรียน  และเน้นการฝึกทักษะด้านการคิด  โดยให้ผู้เรียนคิดด้วยตนเองเป็นหล่อหลอมให้ผู้เรียนมีความคิดที่สร้างสรรค์   โดยให้สอดคล้องกับการจัดการเรียนรู้แบบการสอนแนะให้รู้คิดCGI  แล้วนำความรู้เหล่านี้มาจัดกิจกรรมการเรียนรู้มาพัฒนาความเข้าใจของผู้เรียนในทางคณิตศาสตร์และสามารถนำเอามาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันได้

2.ถ้าท่านเป็นครูผู้สอนท่านจะนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์กับการเรียนการสอนได้อย่างไร
การนำเอาความรู้ในการสอนแบบแนะให้คิด CGI  มาใช้ในการจัดการเรียนการสอนในวิชาคณิตศาสตร์โดยจะใช้ในการพัฒนาเกี่ยวกับองค์ความรู้ของผู้เรียนและจะให้ผู้เรียนรู้จักคิดด้วยตนเองรู้จักหาวิธีในการแก้ปัญหาการเรียนรู้เป็นขั้นตอน  และให้ผู้เรียนลงมือกระทำกิจกรรมด้วยตนเอง  สร้างความรู้ใหม่ๆด้วยตนเอง  แต่ก็ไม่ทิ้งหลักการสอนแบบเดิม  และควรคำนึงถึงความรู้พื้นฐานของผู้เรียน  พัฒนาการการคิดด้านคณิตศาสตร์ของผู้เรียนด้วยว่ามีความรู้เท่าไร   และมีการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้พูดคุยและนำเสนอแนวคิดทางคณิตศาสตร์ที่มีรูปแบบหลากหลายและสามารถอธิบายวิธีการในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ได้

3.ในฐานะที่นักศึกษาจะเป็นครูในอนาคตจะออกแบบการเรียนการสอนที่จะนำแนวคิดนี้ไปใช้ได้อย่างไร
การจัดกระบวนการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับความสนใจและความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียนตรงตามจุดมุ่งหมายและตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช2551โดยมีผู้สอนเป็น ผู้สนับสนุนและเอื้ออำนวยความสะดวกในการจัดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง โดยใช้กระบวนการต่างๆ ที่นำไปสู้คำถามเพื่อการแก้ปัญหาและเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ทำงานเป็นกลุ่ม มีโอกาสนำเสนอความคิดของตนเอง ร่วมกันอภิปราย ก่อให้เกิดการเชื่อมโยงความรู้เดิมของผู้เรียนให้สัมพันธ์และสอดคล้องกับกระบวนการเรียนรู้ที่จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและชัดเจน




เรื่อง ความเป็นครูในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

1.ข้อสรุปที่ได้จากบทความ
                ความเป็นครูของพระบาทสมเจ้าอยู่หัว  คือการทำงานเพื่อแผ่นดินเพราะมีคนกล่าวไว้ว่าพระองค์ทรงเป็นครูของแผ่นดิน  พระองค์ทรงสอนให้ประชาชนของพระองค์รู้จักการใช้ดินน้ำลมไฟและการใช้ชีวิตให้เกิดประโยชน์กับผู้อื่นและมีเนื้อหาวิธีการสอนอย่างครบถ้วนมากกว่าการสอนภายในห้องเรียนโดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับการเกษตรเป็นหลักเพราะสอนให้ประชาชนรู้จักการทำการเกษตรเพื่อใช้ในการพัฒนาตนเองและทรงมีคำอยู่สองประโยค  คือ  เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม  เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวไทยและทรงดูแลงานต่างๆด้วยพระองค์และทรงคิดโครงการขึ้นมาเพื่อใช้พัฒนาชีวิตของประชาชน

2.ถ้าท่านเป็นครูผู้สอนท่านจะนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์กับการเรียนการสอนได้อย่างไร
                นำเอาความรู้เกี่ยวกับการเกษตร  หลักการเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการเรียนการสอนคือให้รู้จักประหยัดอดออม  มีความอดทน  มีคูณธรรมจริยธรรม  การเสียสละในการทำงานร่วมกับผู้อื่นและจะสอนให้ผู้เรียนมีการดำรงชีวิตอยู่บนหลักของเศรษฐกิจพอเพียงมากกว่าการสุรุ่ยสุราย  และสอนให้นักเรียนรู้จักคิดมากกว่าท่องจำและหาความรู้ใหม่ๆตลอดเวลา

3.ในฐานะที่นักศึกษาจะเป็นครูในอนาคตจะออกแบบการเรียนการสอนที่จะนำแนวคิดนี้ไปใช้ได้อย่างไร
                นำเอาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาสอดแทรกในการสอนวิชาคณิตศาสตร์คือสอนให้เด็กรู้จักการอยู่อย่างพอเพียง  รอบรู้  ระมัดระวัง  รอบคอบ  ขยัน  อดทน  มีความเพียงพอประมาณ มีคุณธรรม เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี มีความสมดุล มั่นคง  และมีการให้เด็กศึกษาหาความรู้นอกห้องเรียนบางและให้เด็กมีการคิดมากกว่าจดจำตามครูบอกและมีการลงมือปฏิบัติเพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนขึ้น

วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

กิจกรรมที่ 7



เรื่อง การหาพื้นที่รูปสี่เหลี่ยม

1.การสอน : เรื่องเรขาคณิต เกี่ยวกับการหาพื้นที่รูปสี่เหลี่ยม
  ผู้สอนชื่อ:อ.ไชยวัฒน์ ครรชิตไชย
ระดับชั้นที่สอนครูคณิตศาสตร์ ระดับชั้น ป.6 แห่งโรงเรียนบ้านบางกะปิ

2. เนื้อหาที่ใช้สอนมี
คุณสมบัติของรูปสี่เหลี่ยม 7 ประเภท และใช้คุณสมบัติเหล่านั้น แบ่งกลุ่มสูตรการหาพื้นที่ให้ง่ายต่อการจดจำ และนำไปใช้รวมทั้งนำของเล่นที่เด็กคุ้นเคย คือ หนังยาง มาเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ทดสอบความเข้าใจในภาคปฏิบัติ

3. จัดกิจกรรมการสอนด้าน(สติปัญญา= IQ,อารมณ์=EQ,คุณธรรมจริยธรรม= MQ )
กิจกรรมด้านสติปัญญา คือ การนำเอาของเล่นที่เด็กคุ้นเคย เช่น หนังยาง มาเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ทดสอบความเข้าใจในภาคปฏิบัติ

กิจกรรมด้านอารมณ์ คือ ให้เด็กเกิดความสนุกในการเรียน และทำให้เด็กสนใจเรียนมากขึ้น
กิจกรรมด้านคุณธรรมจริยธรรม คือ มีการสอดแทรกเอาคุณธรรมมาสอนในการเรียนแต่ละครั้ง

4. บรรยากาศการจัดห้องเรียน
        บรรยากาศในการสอนจะสอนทฤษฎีในห้องเรียนและมีการนำเอาอุปกรณ์มาใช้ในการสอนโดยนำของที่อยู่รอบตัวมาใช้ และให้เด็กมีส่วนร่วมในการเรียนการสอนทำให้นักเรียนได้ทบทวนความรู้ก่อนเรียนขั้นต่อไป แลทำให้เด็กจำเป็นขั้นตอนง่ายต่อความเข้าใจ และมีการสอนปฏิบัตินอกห้องเรียนโดยใช้อุปกรณ์ง่ายๆในการสอน คือ หนังยาง มาใช้ในการสอนเรื่องการหาพื้นที่รูปสี่เหลี่ยม เพื่อให้เด็กนำเอาความรู้ที่เรียนมาโดยให้เด็กทดลองทำก่อนโดยการเขียนกับดินสอ โดยเด็กจะต้องเช็ครายละเอียดให้ครบถ้วนก่อนจะทำการส่งงานแต่ละชิ้น และทำให้เด็กรู้จักการแก่ปัญหาที่เจอ
จุดเด่น
      การเรียนคณิตศาสตร์โดยให้นักเรียนเป็นผู้ลงมือปฏิบัติเป็นกลุ่มจะช่วยฝึกทักษะในการคิดและพิจารณานำเอาสิ่งต่างๆมาประยุกต์ การรู้จักแก้ปัญหาและนำเอาของเล่นที่เด็กคุ้นเคยมาใช้ในการสอน






      




กิจกรรมที่ 6





ความทรงจำที่เกิดขึ้นช่วงเวลาเรียน

วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

กิจกรรมที่ 5


ประวัติครูที่ชอบ
ประวัติส่วนตัว
             ชื่อ : นางจรรยา เกิดคง
             วันเดือนปีเกิด : 22 มิ.ย. 2518
ที่อยู่ปัจจุบัน : 12 หมู่ 2 ตำบลควนพัง อำเภอร่อนพิบูลย์
                        จังหวัดนครศรีธรรมราช 80130
ประวัติการศึกษา
                จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 จากโรงเรียนสุนทราภิบาล พ.ศ. 2513
    จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 จากโรงเรียนร่อนพิบูลย์เกียรติวสุนธราภิวัฒก์
    พ.ศ. 2537
   จบระดับปริญญาตรี จากสถาบันราชภัฏนครศรีธรรมราช พ.ศ. 2541
  จบระดับปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช พ.ศ.2549
ประวัติการทำงาน
30 มิถุนายน 2541 บรรจุเป็นข้าราชการครู ตำแหน่งอาจารย์ 1 ระดับ 3
โรงเรียนบ้านสามัคคีธรรม
18 พฤษภาคม 2549 ย้ายมาปฏิบัติหน้าที่ ตำแหน่งครู ค.ศ. 2
โรงเรียนบ้านหนองมาก
8 สิงหาคม 2552 ย้ายมาปฏิบัติหน้าที่ ตำแหน่งครู ค.ศ. 2   โรงเรียนร่อนพิบูลย์
ผลงาน
1.งานวิจัยในชั้นเรียน “การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความโดยใช้แบบฝึกทักษะ
ชั้นป.5โรงเรียนร่อนพิบูลย์ ”“การพัฒนาทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์เขียนโดยใช้ชุด
ฝึกทักษะชั้นป.5- 6 โรงเรียนร่อนพิบูลย์ “
2.รางวัล ครูสอนดี ปีพ.ศ.2554 จาก สสค.
เทคนิคการสอน
1.สอนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
2.สอนภาษาไทยโดยใช้กระบวนการปฏิบัติ
3.เทคนิคการสอนแบบโครงงาน
ประยุกต์สิ่งที่ดีของครูมาใช้ในการพัฒนาตนเอง
              การนำสิ่งดีๆของครูมาใช้ในการพัฒนาตนเอง คือ การยึดเอาหลักการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง มีการให้เด็กลงมือปฏิบัติมากกว่าจะเรียนแต่ทฤษฎี และนำเอาโครงงานมาประกอบในการเรียนเพราะฝึกการทำงานเป็นทีมและฝึกทักษะด้านการคิดของผู้เรียนและการเป็นมิตรกับผู้เรียนมากกว่าจะดุผู้เรียนเมื่อทำผิดแต่จะพูดดีๆและถามถึงเหตุผล

วันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

กิจกรรมที่ 4


การทำงานเป็นทีม  หมายถึง  การร่วมกันทำงานของสมาชิกที่มากกว่า 1 คน โดยที่สมาชิกทุกคนนั้นจะต้องมีเป้าหมายเดียวกันจะทำอะไรแล้วทุกคนต้องยอมรับร่วมกัน มีการวางแผนการทำงานร่วมกัน
การทำงานเป็นทีม  มีความสำคัญในทุกองค์กร การทำงานเป็นทีม เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการบริหารงาน การทำงานเป็นทีมมีบทบาทสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของงานที่ต้องอาศัยความร่วมมือของกลุ่มสมาชิกเป็นอย่างดี

ลักษณะของทีม ลักษณะที่สำคัญของทีม 4 ประการ ได้แก่
1. การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของบุคคล หมายถึง การที่สมาชิกตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปมีความเกี่ยวข้องกันในกิจการของกลุ่ม
2. มีจุดมุ่งหมายและเป้าหมายร่วมกัน หมายถึง การที่สมาชิกกลุ่มจะมีส่วนกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมร่วมกัน
 3. การมีโครงสร้างของทีม
4. สมาชิกมีบทบาทและมีความรู้สึกร่วมกัน การรักษาบทบาทที่มั่นคงในแต่ละทีม
การทำงานเป็นทีมเป็นแรงจูงใจสำคัญที่จะผลักดันให้ท่านเป็นผู้นำที่ดี ถ้าท่านประสงค์ที่จะนำทีมให้ประสบความสำเร็จในการทำงาน ท่านจำเป็นต้องค้นหาคุณลักษณะของการทำงานเป็นทีมให้พบระลึกไว้เสมอว่าทุกคนมีอิสระในตัวเอง
ปัจจัยในการทำงานเป็นทีม
1. บรรยากาศของการทำงานมีความเป็นกันเอง อบอุ่น มีความกระตือรือร้น
2. ความไว้วางใจกัน (trust) เป็นหัวใจสำคัญของการทำงานเป็นทีม
3. มีการมอบหมายงานอย่างชัดเจน
4. บทบาท (role) สมาชิกแต่ละคนเข้าใจและปฏิบัติตามบทบาทของตน
5. วิธีการทำงาน (work procedure) สิ่งสำคัญที่ควรพิจารณา คือ
การสื่อความ
การตัดสินใจ
ภาวะผู้นำ
การกำหนดกติกา หรือกฎเกณฑ์
 6. การมีส่วนร่วมในการประเมินผลการทำงานของทีม ทีมงานควรมีการประเมินผลการทำงาน เป็นระยะ ในรูปแบบทั้งไม่เป็นทางการ และเป็นทางการ
7. การพัฒนาทีมงานให้เข้มแข็งพัฒนาศักยภาพทีมงาน ด้วยการสร้างแรงจูงใจทางบวก
1. แนวคิดหลักการทำงานเป็นทีม เป็นอย่างไร
สำหรับแนวคิดหลักของการทำงานเป็นทีมมีดังนี้
1.การยอมรับความแตกต่างของบุคคล
2.แรงจูงใจของมนุษย์
3.ธรรมชาติของมนุษย์  เกี่ยวกับแรงจูงใจ

2. นักศึกษาจะมีวิธีการทำงานเป็นทีมให้มีประสิทธิภาพทำอย่างไร ยกตัวอย่างประกอบ
การทำงานเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพ

1. วัตถุประสงค์ที่ชัดเจนและเป้าหมายที่เห็นพ้องต้องกัน เพื่อใช้เป็นแนวทางการปฏิบัติงาน

- การกำหนดวัตถุประสงค์ที่ดี โดยให้ผู้นำและสมาชิกภายในทีม มีส่วนร่วมในการกำหนด
หน้าที่ความรับผิดชอบและวัตถุประสงค์ร่วมกัน ควรกำหนดจุดมุ่งหมายไว้ให้ชัดเจนที่ผล
งานมากกว่าการกระทำ
- ประโยชน์ของการกำหนดวัตถุประสงค์ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน ใช้เป็น
เครื่องมือในการรวมพลังในการทำงาน และใช้เป็นเครื่องมือวัดความสำเร็จหรือความล้มเหลวในงาน

- คุณลักษณะของวัตถุประสงค์ที่ดี คือ เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร เข้าใจได้ง่าย
สามารถปฏิบัติได้จริง ไม่ขัดต่อข้อบังคับและนโยบายอื่นๆในหน่วยงาน 
2. ความเปิดเผยต่อกันและการเผชิญหน้าเพื่อแก้ปัญหา เป็นสิ่งสำคัญต่อการทำงานเป็น
ทีมที่มีประสิทธิภาพ สมาชิกในทีมจะต้องการแสดงความคิดเห็นอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา แก้ปัญหาอย่างเต็มใจและจริงใจ การแสดงความเปิดเผยของสมาชิกในทีม
3. การสนับสนุนและความไว้วางใจต่อกัน สมาชิกในทีมจะต้องไว้วางใจซึ่งกันและกัน
โดยทีละคนมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ต้องกลัวว่าได้รับ
ผลร้ายที่จะมีต่อเนื่องมาภายหลัง
4. ความร่วมมือและการให้ความขัดแย้งในทางสร้างสรรค์ ผู้นำกลุ่มหรือทีมจะต้องทำ
งานอย่างหนักในอันที่จะทำให้เกิดความร่วมมือดังนี้
4.1 การสร้างความร่วมมือกับบุคคลอื่น ในการสร้างความร่วมมือเพื่อความเข้าใจซึ่งกันและ
กันและมีบุคคลอยู่สองฝ่ายคือ ผู้ขอความร่วมมือ และผู้ให้ความร่วมมือความร่วมมือจะเกิดขึ้นได้เมื่อฝ่ายผู้ให้เต็มใจและยินดีจะให้ความร่วมมือ
4.2 การขัดแย้ง หมายถึง ความไม่ลงรอยกันตามความคิด หรือ การกระทำที่เกิดขึ้นระหว่าง
สองคนขึ้นไป หรือระหว่างกลุ่ม โดยมีลักษณะที่ไม่สอดคล้อง ขัดแย้ง ขัดขวาง ไม่ถูกกัน
ทำให้การทำงานเป็นทีมลดลง นับเป็นปัญหา อุปสรรคที่สำคัญยิ่ง
- สาเหตุของความขัดแย้ง ผลประโยชน์ขัดกัน

- ความคิดไม่ตรงกัน หรือ องค์กรขัดแย้งกัน 

- ความรู้ความสามารถต่างกัน ทำให้มีลักษณะการทำงานต่างกัน
- การเรียนรู้ต่างกัน ประสบการณ์ที่มีมาไม่เหมือนกัน
- เป้าหมายต่างกัน
4.3 วิธีแก้ความขัดแย้ง การแก้ความขัดแย้งเป็นเรื่องของทักษะเฉพาะบุคคล การแก้ปัญหา
ความขัดแย้งในการทำงานเป็นทีม ควรใช้วิธีการแก้ปัญหาร่วมกัน ไม่พูดในลักษณะที่แปลความหรือมุ่งตัดสินความ
5. กระบวนการการทำงาน และการตัดสินใจที่ถูกต้องและเหมาะสม งานที่มีประสิทธิภาพนั้น
ทุกคนควรจะคิดถึงงานหรือคิดถึงผลงานเป็นอันดับแรก ต่อมาควรวางแผนว่าทำอย่างไร



วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2555

กิจกรรมที่ 3


1.การจัดการเรียนการสอน  จัดชั้นเรียน  เตรียมการสอน  ในยุคศตวรรษที่  21  กับยุคก่อนศตวรรษที่  21
                การจัดการเรียนการสอน  จัดชั้นเรียน  เตรียมการสอน  ในก่อนศตวรรษที่  21  เป็นการเตรียมตัวเพื่อชีวิตและเมื่อถึงระยะหนึ่งการเรียนรู้จะสิ้นสุดลง และจะมีผู้เชี่ยวชาญพิเศษเป็นผู้บรรยายและถ่ายทอดความรู้  และกำหนดรายละเอียดเนื้อหาแต่ก่อนศตวรรษมนุษย์จะไม่รู้จักเรียนรู้ด้วยตนเองละจดจำความรู้ที่ได้รับได้น้อยลงดังนั้นโรงเรียนจึงต้องมีส่วนร่วมในการกล่อมเกลามนุษย์ให้เป็นคนดีของสังคมและไม่มีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง  แต่ในยุคปัจจุบันยุคศตวรรษที่  21  การเรียนรู้จะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่  มนุษย์สามารถเรียนรู้ได้ตนเองตามแต่ลักษณะของบุคคลแต่ละบุคคลมีขีดความสามรถไม่เท่าเทียมกัน และมีสื่อทางเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนและมีเครือข่ายเชื่อโยงถึงกันและทันสมัย  บรรยากาศของห้องเรียนจะลักษณะที่ดีและหน้าเรียน

2.ครูผู้สอนจะต้องเตรียมตัวอย่างไรในอนาคตที่ท่านจะเป็นครูยุคต่อไปข้างหน้าให้สรุปตามแนวคิดของนักศึกษา
                การเตรียมตัวในการเป็นครูที่ดีนั้นครูผู้สอนจะต้องวางแผนเกี่ยวกับเนื้อหาที่จะสอนและมองถึงความพร้อมของผู้เรียนในการเรียน จึงทำให้ “ครู”หรือ “อาจารย์” ต้องปรับตัวในการถ่ายทอดความรู้เพื่อให้ได้ “ผลผลิต” ทั้งในด้าน “ความรู้” ที่จะถ่ายทอดและ “บัณฑิต” ที่มีคุณภาพ แม่นตรงในเนื้อหาของความรู้ ที่จะนำมาถ่ายทอดต่อสู่ผู้เรียน ตาม”ระดับความเหมาะสม” เพื่อให้ตนเองและผู้เรียนรู้สามารถใช้ความรู้ประยุกต์ในการแก้ปัญหา หรือหาหนทางพัฒนางานที่เกี่ยวข้อง หรือนำไปใช้เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต ตลอดจนการสร้างนวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและศึกษาความรู้ที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับความรู้ในศาสตร์เฉพาะทางแห่งตน และใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนก้าวทันสมัย




กิจกรรมที่ 2


ทฤษฏีการบริหารการศึกษา

มาสโลว์  เป็นผู้วางรากฐานจิตวิทยามนุษย์นิยม เขาได้พัฒนาทฤษฎีแรงจูงใจ ซึ่งมีอิทธิพลต่อระบบการศึกษาของอเมริกันเป็นอันมาก ทฤษฎีของเขามีพื้นฐานอยู่บนความคิดที่ว่า การตอบสนองแรงขับเป็นหลักการเพียงอันเดียวที่มีความสำคัญที่สุดซึ่งอยู่เบื้องหลังพฤติกรรมของมนุษย์  มาสโลว์ แบ่งความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ออกเป็น 5 ระดับด้วยกัน ได้แก่

1.ความต้องการทางกายภาพ

2.ความต้องการความปลอดภัย

3. ความต้องการทางสังคม

4.ความต้องการยกย่องชื่อเสียง
5.ความต้องการที่จะรู้จักตนเองตามสภาพที่แท้จริงและความสำเร็จของ

คุณวิลเลียม โอชิ  เป็นเจ้าของทฤษฎี ลูกผสมระหว่างญี่ปุ่นกับอเมริกัน  ทฤษฎี Z บางตำราอาจจะเรียกว่ากลุ่มทฤษฎีร่วมสมัย เป็นทฤษฎีที่มองเห็นว่าการจูงใจคนนั้นต้องเป็นไปตามสถานการณ์ แต่ทฤษฎีร่วมสมัยบางอย่างที่เกิดขึ้นมาใหม่ก็ยังไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นทฤษฎี แต่อยู่ระหว่างการศึกษาทดลองเพื่อปรับให้เป็นทฤษฎี  เพราะการบริหารจัดการของโลกนั้น แบ่งออกเป็น 2 ค่าย คือ ค่ายอเมริกัน และค่ายญี่ปุ่น โดยสาเหตุที่ต้องศึกษาเช่นนั้น เพราะเขามองว่า ในค่ายอเมริกันนั้น มักประสบความสำเร็จในธุรกิจโดยเฉพาะก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 และเป็นผู้ที่ชนะสงครามโลกครั้งที่ 2
อังริ ฟาโยล (Henri Fayol) เป็นนักอุตสาหกรรม ชาวฝรั่งเศส มีประสบการณ์ด้านการบริหารองค์การของรัฐขนาดใหญ่ ได้นำเสนอหลักการที่เขาเรียกว่า หลักการจัดการ 14 ประการ (Fayol's Fourteen Principles of Management) ซึ่งมีดังต่อไปนี้ คือ

1. การจัดแบ่งงาน

2. การมีอำนาจหน้าที่
 3. ความมีวินัย  

4. เอกภาพของสายบังคับบัญชา

 5. เอกภาพในทิศทาง

6. ผลประโยชน์ของหมู่คณะจะต้องเหนือผลประโยชน์ส่วนตน
7. มีระบบค่าตอบแทนที่ยุติธรรม
 8. ระบบการรวมศูนย์
9. สายบังคับบัญชา

10. ความเป็นระบบระเบียบ

11. ความเท่าเทียมกัน

12. ความมั่นคง และสามัญฐานะของบุคลากร
 13. การริเริ่มสร้างสรรค์

14. วิญญาณแห่งหมู่คณะ
แมกซ์ เวเบอร์ (Max Weber) เป็นนักสังคมวิทยา ชาวเยอรมัน ได้นำเสนอแนวคิดการจัดองค์การ ที่เรียกว่า bureaucracy เขาเห็นว่าเป็นลักษณะองค์การที่เป็นอุดมคติที่องค์การทั้งหลายควรจะเป็น หากได้รับการพัฒนาในระดับที่เหมาะสม โดยสรุปแล้วแนวคิดการจัดองค์กรของเว็บเบอร์มี 6 ประการมีดังนี้ คือ

1. องค์การต้องมีการจัดแบ่งงานออกเป็นส่วนๆ

2. องค์การนั้นต้องมีสายบังคับบัญชาตามลำดับ

 3. ระบบการคัดเลือกคนนั้นต้องกระทำอย่างเป็น

 4. องค์การต้องมีระเบียบ และกฎเกณฑ์

5. ความไม่เลือกที่รักมักที่ชัง
6. การแยกระบบการทำงานออกเป็นสายอาชีพ
Luther Gulick เป็นผู้คิดรูปแบบการบริหารจัดการโดยมีกิจกรรม 7 ประการมาใช้ในการบริหารจัดการ ในวงการบริหารจะรู้จักกิจกรรมทั้ง 7 ประการนี้เป็นอย่างดี มีคำย่อว่า POSDCORB(CO คือคำเดียวกัน) มีการนำรูปแบบการบริหารจัดการของ Luther Gulick ไปใช้ในการบริหารองค์กรสมัยใหม่อย่างกว้างขวาง แนวความคิดที่นำเอามุมมองทั้ง 7 ด้านมาใช้นั้นสอดคล้องกับทฤษฎีการบริหารจัดการของ Henri Fayol , Frederick W.Taylor และ Max Weber
          เฮิร์ซเบอร์กได้ศึกษาเรื่องเกี่ยวกับแรงจูงใจของคน เขาได้ศึกษาโดยการสัมภาษณ์พนักงานในเรื่องของความพึงพอใจจากการทำงาน และทำให้เขาได้ผลสรุปว่าแรงจูงใจของมนุษย์จะประกอบด้วย 2 ปัจจัย คือ

1. ปัจจัยภายนอก  ปัจจัยภายนอกนั้นจะเป็นแรงจูงใจที่สนองตอบต่อความต้องการภายนอกของคน
 2. ปัจจัยภายใน  ปัจจัยภายในจะก่อให้เกิดแรงจูงใจกับคนอยู่ได้นานกว่าปัจจัยปัจจัยภายในที่ประกอบด้วย การที่คนทำงานจนบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้
เทย์เลอร์ ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งการจัดการตามหลักวิทยาศาสตร์ ปรัชญาการบริหารของเทย์เลอร์ได้แก่

1.ทำการศึกษางานแต่ละส่วนด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์

 2.ใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ในการคัดเลือกและการฝึกอบรมพนักงาน

 3. มีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิดระหว่างผู้บริหารและพนักงาน
4. แบ่งงานและความรับผิดชอบในงานเป็นส่วนต่าง ๆ

แนวคิดของ Gilbreth เน้นการกำจัดความสิ้นเปลือง และความไม่มีประสิทธิภาพในการทำงาน โดยการหาวิธีการทำงานที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง  การศึกษาที่สำคัญคือลักษณะการเคลื่อนไหวของร่างกายในการทำงาน  พวกเขาได้นำกล้องเพื่อทำการถ่ายรูปเก็บข้อมูล นำมาใช้ศึกษาลักษณะการทำงานของมนุษย์  ศึกษาในเรื่องของเวลาและการเคลื่อนไหวเราจะเห็นได้ว่าบุคคลทั้งสองช่างเป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล
บทที่ 1
มโนทัศน์เกี่ยวกับการบริหารการศึกษา

.ความเป็นมาและพัฒนาการบริหาร
          การบริหาร  เริ่มใช้เมื่ออาณาจักรโรมันล่มสลายโดยกลุ่มนักรัฐศาสตร์ซึ่งเรียกตัวเองว่า “Cameralists”ให้คำจำกัดความ  การบริหาร  หมายถึง  การจัดการหรือควบคุมกิจการต่างๆ  ของรัฐ  เช่น  การบริหารการเงินของมูลนิธิ  การบริหารกิจกรรมการภาษี  เป็นต้น  ต่อมาพวกอเมริกันที่เรียกว่า  Federalist  ให้ความหมาย  การบริหารว่า  เป็นการบริหารของรัฐ   หรือการบริหารตามแนวรัฐศาสตร์

           ความสำคัญของการบริหาร  เป็นการดำรงอยู่รวมกันของมนุษย์  เป็นผลทำให้การบริหารของหน่วยงานต่างๆได้ขยายงานอย่างกว้างขวางคำว่าการบริหารการศึกษา  หมายถึง  กิจกรรมต่างๆ  ที่บุคคลหลายคนร่วมกันดำเนินการ  เพื่อพัฒนาสังคมในทุกๆด้าน

           สำหรับปรัชญาของการศึกษามีอยู่  13  ประการ  คือ
1.ผู้บริหารต้องใช้ความฉลาดไหวพริบมาใช้แก้ปัญหา     2. ผู้บริหารต้องเปิดให้คนเข้าร่วมในการทำงาน
3.ผู้บริหารต้องเคารพความเป็นคนของแต่ละคน             4.ผู้บริหารต้องยึดเป้าหมายของการศึกษาเป็น
5.ผู้บริหารต้องถือว่าตนเป็นผู้ประสานประโยชน์           6.ผู้บริหารต้องเปิดโอกาสให้คนเข้าพบทำความเข้าใจ
7.ผู้บริหารต้องถือว่าตนเป็นผู้นำ                                       8. ผู้บริหารต้องถือว่าตนเองคือนักศึกษาผู้ยึดมั่น
9. ผู้บริหารต้องเสียสละทุกอย่าง                                      10. ผู้บริหารจะต้องประสานงาน
11.ผู้บริหารจะต้องบริหารงานอยู่เสมอ                           12. ผู้บริหารต้องเคารพในวิชาชีพของการบริหาร
13.ผู้บริหารต้องขวนขวายหาความรู้ใส่ตนอยู่เสมอ  และแสวงหาความชำนาญ

บทที่  2
วิวัฒนาการของการบริหารยุคต่างๆและการประยุกต์ใช้ในการบริหารการศึกษา

            2.1 วิวัฒนาการด้านรัฐกิจ  การบริหารงานของรัฐหมายถึง  การบริหารหรือจัดการหรือดำเนินการในด้านรายละเอียดอย่างมีแบบแผน  ซึ่งเกี่ยวพันกับกฎหมายต่างๆของรัฐการใช้กฎหมายคือการบริหาร
            2.2  วิวัฒนาการด้านธุรกิจ  การจัดการ  เป็นสาขาที่สำคัญ  นอกจากการใช้  “ระเบียบวินัยในการทำงาน”  การบริหารด้านธุรกิจมีการวางกฎเกณฑ์
           2.3  การแบ่งยุคของยุคของนักทฤษฎีการบริหาร

2.3.1  ยุคที่1  นักทฤษฎีการบริหารสมัยเดิม

2.3.2  การประยุกต์ใช้หลักการบริหารเชิงวิทยาศาสตร์ในการบริหารการศึกษา

2.3.3  ยุคที่2  ยุค  Human  Relation  Era  ทฤษฎีมนุษย์สัมพันธ์

2.3.4  การประยุต์ใช้หลักมนุษย์สัมพันธ์ในการบริหารการศึกษา
2.3.5  ยุคที่3  ยุคการใช้ทฤษฎีทางการบริการ
2.3.6  การประยุกต์ใช้พฤติกรรมศาสตร์ในการบริหารการศึกษา

2.3.7  ทฤษฎีองค์การเชิงระบบ

2.3.8  การประยุกต์เชิงระบบในการบริหารการศึกษา
บทที่  3
งานบริหารการศึกษา
การที่มีใครสักคนเข้ามาบริหารงานการศึกษาและสามารถเข้ากับประชาชน  ครูและนักเรียนได้แต่การศึกษายังถูกเข้าใจว่า  เป็นงานธรรมดาที่ใครก็สามารถทำได้และการบริหารการศึกษาจะไม่แตกกับการบริหารงานทั่วไป  ในวงการเดียวกัน  อาจารย์ใหญ่จะรับผิดชอบต่อผู้บริหารที่สูงขึ้นไป  คุณลักษณะและผลเสียของการบริหารดังกล่าวสามารถมองเห็นได้ง่าย  เพราะจะมีลักษณะเผด็จการโดยการสั่งการสั่งจากเบื้องบน  มีคำสั่งให้ครูปฏิบัติและมีข้อห้ามในการกระทำ  และมีการควบคุมอย่างเข้มงวดและมีการลงโทษหากผู้ใดฝ่าฝืนและลงโทษตามกฎหมายกำหนดและมีเครือข่ายทางการศึกษาดังนี้

1.การผลิต  หมายถึง  กิจกรรมพิเศษหรืองานที่ทางองค์การได้จัดตั้งขึ้น  ในทางการศึกษา

2.การประกันถึงการใช้ผลผลิตจากประชาชน  หมายถึง  กิจกรรมและผลผลิตของการดำเนินงาน

3.การเงินและการบัญชี  หมายถึง  การรับและการจ่ายเงินในการลงทุนในกิจกรรมขององค์การ

4.บุคลากร  คือ  การกำหนดรอบและการดำเนินการของนโยบาย

5.การประสานงาน  คือ  เป็นกิจกรรมที่สำคัญของการบริหารการศึกษา

บทที่  4

กระบวนการทางการบริหารการศึกษา

การบริหารการศึกษาเป็นหน้าที่หนึ่งของรัฐบาลในการบริหารประเทศ  เป็นการบริหารธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาแก่เด็กและเยาวชน  ที่เรียกว่าการบริหารการศึกษาสิ่งที่ทำให้การบริหารการศึกษา  การบริหารราชการ  และการบริหารธุรกิจจะแตกต่างกัน  และปรัชญาการศึกษา  ในการบริหารการศึกษาผู้บริหารนั้นจะต้องรู้เกี่ยวกับหลักการบริหาร  ที่สามารถนำไปเป็นหลักการจัดการศึกษาในโรงเรียนมี  2  เรื่อง  คือ  1.การจัดระบบสังคม,2.เป้าหมายและวัตถุประสงค์ของการศึกษา

                สำหรับหลักการจัดระบบการศึกษา  ไม่ว่าระดับชาติ  ระดับท้องถิ่น  ระดับโรงเรียน  คือ  จะต้องรู้จักเด็กทุกคน  โดยยึดหลักความเสมอภาคและเหมาะสมกับปรัชญา สภาพแวดล้อมของโรงเรียน  และมีการส่งเสริมกิจกรรมให้สอดคล้องกับการปกครองในการบริหารงานในชั้นเรียนอย่างเท่าเทียมกันโดยกระบวนการบริหารการศึกษา  เป็นความคิดรวบยอดและเป็นการจัดระบบการศึกษา  ให้เป็นไปตามกระบวนการศึกษาของโรงเรียน
บทที่  5
องค์การและการจัดองค์การ

5.1  ความหมายขององค์การ
เราสามารถจำแนกองค์การที่อยู่รอบตัวเราออกเป็น  3  ลักษณะใหญ่ๆคือ
1.องค์การทางสังคม   2.องค์การทางราชการ      3.องค์การเอกชน

5.2 แนวคิดในการจัดองค์การ
1.  แนวคิดในการจัดองค์การมาจากพื้นฐานการดำเนินงานขององค์การที่ภารกิจมาก
2.  แนวคิดในการจัดองค์การยังต้องคำนึงถึง  “ผู้ปฏิบัติงาน”
3.  แนวในการจัดการองค์การ  จะต้องกล่าวผู้บริหารควบคู่กันไป
5.3 ความสำคัญของการจัดองค์การ  องค์การเป็นที่รวมของคนและเป็นที่รวมของงานต่างๆ  เพื่อให้พนักงานขององค์การ  ปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่และเต็มความสามารถ

5.4  หลักการในการจัดองค์การ

1.  หลักวัตถุประสงค์                                         2.  หลักความรู้ความสามารถเฉพาะอย่าง
3.  หลักการประสานงาน                                  4.   หลักการบังคบบัญชา
5.  หลักความรับผิดชอบ                                    6.  หลักความสมดุล
7.  หลักความต่อเนื่อง                                        8.  หลักการโต้ตอบและการติดตาม

9.  หลักขอบเขตของการควบคุม                      10.  หลักเอกภาพในการบังคับบัญชา

11.  หลักตามลำดับขั้น                                       12.  หลักการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง

5.5  องค์ประกอบในการจัดองค์การ
       1.  หน้าที่การงานเป็นภารกิจ     2.  การแบ่งงานกันทำ    3.  การรวมและการกระจายอำนาจในการจัดการองค์การ
5.6  ประเภทขององค์การรูปนัย   แบ่งออก  4  ประเภท
                1.  สมาคมเพื่อประโยชน์ของสมาชิก                                2.  องค์การทางธุรกิจ
                3.  องค์การเพื่อบริการ                                                       4.  องค์การเพื่อสาธารณชน
5.7  ทฤษฎีองค์การ  คือ  ความรู้ที่ได้จากทฤษฎีขององค์การอันด้มาจากสังคมวิทยา  รัฐศาสตร์  และบางส่วนของจิตวิทยาสังคมกับเศรษฐศาสตร์      

5.8  ระบบราชการและองค์การทางการศึกษา

                ระบบราชการ  หมายถึง  ระบบการบริหารที่มีลักษณรวมอำนาจไว้ที่ศูนย์กลางอย่างมาก  มีความอิสระในการปฎิบัติงานและเป็นกึ่งทหาร
บทที่ 6
การติดต่อสื่อสาร
การติดต่อสื่อสารเป็นองค์ประกอบหนึ่งในกระบวนการบริหารที่ดี มีความหมายว่ากระบวนการติดต่อเกี่ยวข้องและประสานงานกันระหว่างบุคคล โดยอาศัยวิธีการถ่ายทอด และการรับข้อมูลเพื่อเป้าหมายที่ตั้งไว้ การติดต่อสื่อสารจึงมีความสำคัญอย่างหนึ่งในการบริหารเพื่อการแลกเปลี่ยนความคิดหรือเสริมสร้างความเข้าใจระหว่างกันและยังมีความสำคัญในการดำเนินการในองศ์การอย่างมาก ปัจจัยในการติดต่อสื่อสารมี 3 ตัว คือ สื่อ ช่องทางที่สื่อผ่านและกระบวนการ รูปแบบของการติดต่อสื่อสาร การจัดเตรียม การสังเกตการณ์ของกระบวนการ การจำแนกปัจจัยผันแปร
บทที่ 7
ภาวะผู้นำ
ภาวะผู้นำ หมายถึงการเป็นผู้นำที่ใช้อิทธิพลในการดำเนินงาน ในความสัมพันธ์ต่อผู้ใต้บังคับบัญชาในสถานการณ์ต่างๆเพื่อปฏิบัติการและอำนวยการ โดยใช้กระบวนการติดต่อชึ่งกันและกัน หน้าที่ผู้นำเกี่ยวข้องกับ การอำนวย การจูงใจ การริเริ่ม กำหนดนโยบาย วินิจฉัยสั่งการ องค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับภาวะผู้นำ มีผู้นำ ผู้ตาม สถานการณ์ ผู้นำกับผู้บริหารจะแตกต่างกันคือผู้นำก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในองค์กร ส่วนผู้บริหารเป็นผู้รักษาความมั่นคงในหน่วยงาน
บทที่ 8
การประสานงาน
การประสานงาน คือการจัดระเบียบวิธีการทำงาน เพื่อให้งานและเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่งๆร่มมือปฎิบัติงานเป็นน้ำหนึ่งเดี่ยวกัน เพื่อให้งานดำเนินไปอย่างราบรื่นสอดคล้องกับวัตถุประสงค์และนโยบาย ความมุ่งหมายในการประสานช่วยให้คุณภาพและผลงานเป็นไปตามวัตถุประสงค์ เพื่อจัดความซ้ำซ้อนกันของการทำงานโดยไม่จำเป็น และเพื่อลดปัญหาความขัดแย้งกันระหว่างเจ้าหน้าที่ปฎิบัติงาน ภารกิจในการประสานงานที่ดี ควรทราบถึงภารกิจที่ดีในการประสานงานคือต้องทราบนโยบาย แผนงาน งานที่รับผิดชอบ และทรัพยากร ส่วนหลักการประสานงานควรจัดให้มีระบบในการสื่อสาร ความร่วมมือ การประสานงานและนโยบายที่ดี และในการประสานให้มีประสิทธิภาพและรวดเร็ว
บทที่ 9
การตัดสินใจสั่งการหรือการวินิจฉัยสั่งการ
การตัดสินใจคือการชั่งใจไตร่ตรองหาเหตุผลเพื่อให้การดำเนงานไปสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้ ส่วนการวินิจฉัยสั่งการคือการสั่งงานหรือการพิจารณาตกลงชี้ขาดจากทางเลือกที่มีอยู่มากกว่าหนึ่งทางขึ้นไป หลักการในการตัดสินใจหรือวินิจฉัยสั่งการ บางครั้งตัดสินใจถูกแต่การสั่งงานผิดพลาดอาจทำให้เกิดผลเสียหายแก่งาน  ลักษณะการวินิจฉัยสั่งการของผู้บริหารที่ดี จะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ดังนี้ ระยะเวลาที่เหมาะสม ความแน่นอน ความรู้ความสามารถของผู้บริหาร ประสบการณ์ในการทำงาน ทัศนคติ บุคลิกภาพที่มีอิทธิพล ความลำเอียงส่วนบุคคล ความโดดเดี่ยว ประสบการณ์ การรู้โดยความรู้สึก และการแสวงหาคำแนะนำ
บทที่ 10
ภารกิจของผู้บิหารโรงเรียน
ผู้บริหารโรงเรียน  ถือว่าเป็นบุคคลสำคัญที่ได้รับการแต่งตั้งหรือมอบหมายงานให้มีอำนาจหน้าที่ในการจัดการศึกษาหรืออำนวยการต่างๆ  จะมีหลายด้าน ดังนี้  1.การบริหารงานวิชาการ จะเป็นหัวใจของการบริหารในโรงเรียน ลักษณะและความสำคัญของงานวิชาการ จึงถือว่างานวิชาการท้าทายผู้บริหารการศึกษา 2.การบริหารบุคคล คือการจัดงานเกี่ยวกับคนให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่งเสริมให้กำลังใจผู้ปฎิบัติให้ทำงานอย่างมีปะสิทธิภาพ  ความสำคัญของการบริหารบุคคล คือ คนเป็นผู้บันดาลให้ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้น วัตถุประสงค์ เพื่อสรรหาและเลือกสรรคนดี มีความรู้ความสามารถมาทำงานให้เกิดผลสูงสุดอยู่กับองศ์การ 3.การบริการธุรการในโรงเรียน คืองานธุรการเป็นเรื่องของการให้บริการแก่หน่วยงานต่างๆของโรงเรียนหรอสถาบันการศึกษา ส่งผลให้การเรียนการสอนเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด 4.การบริหารงานนักเรียน เป็นการบริการงานเกี่ยวกับนักเรียนในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนในห้องเรียน  5.การบริหารอาคารสถานที่และบริการด้านอื่นๆ คือการรู้จักจัดหา รู้จักใช้อาคารให้เกิดประโยชน์สูงสุดและให้คงสภาพดีสนองความต้องการได้อย่างเพียงพอ